Article

Search

Blu-ray in 4K 60fps

เนื้อหาในฉบับนี้จะแปลกหน่อย คือจะชวนดูหนังเรื่องGemini Man ที่นำแสดงโดยวิล สมิธ(Will Smith) เผื่อว่าใครยังไม่ได้ดูจะได้ลองเสาะหามาดู หรือใครที่ดูแล้วประทับใจบ้าง ไม่ชอบบ้างก็ลองมาอ่านดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ ความจริงที่ผมเอาหนังเรื่องนี้มาพูดถึงก็เพราะว่าหนังเรื่องนี้มีข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ทางเทคนิคซ่อนอยู่หลายอย่างที่บางท่านอาจจะยังไม่รู้ลองมาติดตามกันครับว่ามีจุดไหนที่เป็นประโยชน์บ้าง

สำหรับเนื้อเรื่องผมคงไม่ได้กล่าวถึงมากนักกลัวว่าจะเป็นการสปอยหนัง เดี๋ยวคนที่ยังไม่ได้รับชมจะเสียอรรถรสไปเสียก่อน แต่เนื้อหาโดยรวมเท่าที่ดูเองและคุยกับเพื่อนหลายๆคน ส่วนมากก็ไม่ได้ถึงกับชื่นชมมากนัก โดยส่วนตัวถ้าไม่ได้คิดอะไรมากผมก็ว่าดูสนุกตามสไตล์หนังแอ๊กชั่น Hollywoodทั่วไป แต่เพื่อนบางท่านก็บอกเนื้อหาก็เป็นพลอตที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากนัก หรือแม้กระทั่งบางคนบอกว่าเป็นหนังที่ดูแล้วถึงกับเสียดายเงินกันเลยทีเดียว ซึ่งอันนี้ก็คงแล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละท่านละครับ ที่บอกว่าพลอตเรื่องไม่มีอะไรใหม่อันนี้ผมได้อ่านจากบทความreviewเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มา ก็บอกว่าเป็นภาพยนตร์ที่ผู้กำกับฝีมือระดับสองรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่องBrokeback MountainและLife of Pi ซึ่งก็คืออั่งลี่(Ang Lee) โดยเขาคิดว่าจะทำเมื่อกว่า20ปีก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่าในช่วงเวลานั้นเทคโนโลยีทางด้านภาพยนตร์หลายอย่างยังไม่เอื้ออำนวยให้สร้างได้ จนมาถึงในปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทั้ง Computer Graphic เทคโนโลยีการถ่ายทำ Visual Effectsต่างๆ ทำให้หลายอย่างลงตัว จึงสามารถดำเนินการสร้างได้ตามความตั้งใจของผู้กำกับคนดัง นอกจากนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้มือกำกับภาพ(Cinematography)ระดับออสการ์อีกเช่นกัน ได้แก่ดิออน บีบี(Dion Beebe)ที่เคยได้เข้าชิงออสการ์สาขาการกำกับภาพจากเรื่องChicago(2002) จนในที่สุดได้รับรางวัลออสการ์ด้านการกำกับภาพจากภาพยนตร์เรื่องMemoirs of a Geisha(2005) ก็นับว่าเป็นหนังที่ได้มือดีด้านภาพมาทำกันหลายคน

รูปที่1 Ang Lee ผู้กำกับ และ Dion Beebeผู้กำกับภาพของภาพยนตร์เรื่อง Gemini Man
รูปที่2 ภาพยนตร์เรื่องBilly Lynn’s Long Halftime Walk ที่ถ่ายทำด้วยระบบ4K 3D 120fps เป็นเรื่องแรก
รูปที่3 ภาพยนตร์เรื่อง The Hobbit ที่ผู้กำกับ Peter Jacksonถ่ายทำที่ Frame Rate 48fps

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้คือได้ถ่ายทำในระบบ 4K 3D 120frame per second ซึ่งการถ่ายทำแบบhigh-frame-rateแบบนี้ Ang Leeเคยใช้ในการทำหนังเรื่อง Billy Lynn’s Long Halftime Walkโดยตอนหนังเรื่องนั้นใช้ผู้กำกับภาพระดับสองรางวัลออสการ์จากBraveheartและLegends of the Fallได้แก่ John Toll ซึ่งนับว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายด้วยอัตราFrame Rateที่ 120เฟรมต่อวินาที(fps) จากปกติหนังจะถ่ายทำมาอยู่ที่ 24fpsร่วมร้อยปีที่ผ่านมา แต่ก็มีผู้กำกับPeter Jackson เคยถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องThe Hobbit ทั้งสามภาคด้วยFrame Rate 48fps จวบจนมาถึงAng Leeนี่แหละที่ได้แหวกกฏและถ่ายทำด้วยHigh Frame Rateเป็น 120fps และถ่ายทำในระบบ 3Dเสียด้วย กล้องใช้ในการถ่ายทำเป็นกล้องArri Alexa SXT M และ Vision Research Phantom Flex ที่มีการดัดแปลงเฉพาะสำหรับหนังเรื่องนี้ ใช้เลนส์ Leitz Leica Summicron-C, Summilux-C ถ่ายทำที่อัตราส่วนภาพ 1.85:1 โดยกล้องArriจะให้ภาพ3.2K ที่120fps แล้วไปทำการ up-rezzed ในpost productionให้ภาพทั้งหมดออกมาเป็น 4K และภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องไปถ่ายทำนอกสถานที่ในหลายๆประเทศ ซึ่งก็จะต้องมีการเช่าพื้นที่ตึกข้างๆเพื่อทำเป็นห้องlabติดแอร์เย็นเพื่อเก็บfootage และเพื่อใช้ประโยชน์ในการproductionบางอย่าง ซึ่งlabนี้ก็จะย้ายที่ไปเรื่อยตามสถานที่ถ่ายทำจนเมื่อเสร็จแล้วก็จะกลับไปที่New York เพื่อทำการediting, color grading และ final masteringสำหรับDCPs สำหรับพื้นที่ในการเก็บข้อมูลในห้องlabนี้จะมีขนาดใหญ่มาก และใช้softwareพิเศษในการจัดเก็บ โดยจะมีHard-diskในการจัดเก็บอยู่ที่ 3petabytes หรือคร่าวๆก็เท่ากับ 3,000terabytes และก็จะมีSolid-Stateเก็บข้อมูลอีก 300terabytes โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเชื่อมกันด้วยethernetความเร็ว 100Gigabit ที่ต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บมหาศาลขนาดนี้ก็เพราะข้อมูลจากการถ่ายทำมีขนาดใหญ่มากเช่นข้อมูลที่ได้จากการถ่ายทำและผ่านขบวนการeditอยู่ที่ 92terabytes หรือเท่ากับ 1.8ล้านเฟรม ซึ่งในระยะเวลาเท่ากันถ้าถ่ายทำด้วยระบบ 2K 2D 24fps จะมีขนาดของข้อมูลอยู่แค่ 2.3terabytes หรือ 173,000เฟรมเท่านั้น เรียกว่าน้อยกว่า40เท่าตัวเลย

รูปที่4 กล้อง Arri Alexa SXT M ที่ใช้ในการถ่ายภาพยนตร์เรื่องGemini Man
รูปที่5 ห้องlabติดแอร์เย็นเพื่อเก็บfootageของหนัง ลงบนHard-diskขนาดใหญ่

สำหรับแผ่นBlu-ray แบบ 4K Ultra HDของภาพยนตร์เรื่องGemini Manนั้น จะทำออกมาในรายละเอียด 2160p ใช้video coding หรือที่เรียกว่าHEVC(High Efficiency Video Coding)แบบH.265 และที่สำคัญคือใส่มาในความถี่แบบ 60fps ถึงแม้จะไม่เท่ากับที่ถูกบันทึกมาก็คือ120fps แต่ก็นับว่าเป็นBlu-rayหนังเรื่องที่สองที่ใส่high frame rateมาแบบนี้ หลังจากเรื่องแรกคือเรื่องBilly Lynn’s Long Halftime Walk ที่ใส่frame rateมาเป็น 60fpsเช่นกัน แต่สำหรับเรื่องThe Hobbit Trilogyที่ถ่ายทำด้วยHFR แบบ48fps แต่เมื่อออกมาเป็นแผ่นก็ถูกบันทึกลดลงไปเป็น 24fpsแทน ซึ่งสำหรับframe rateของหนังเรื่องGemini Manในแผ่นBlu-rayนั้นถ้าจะพูดให้ละเอียดขึ้นก็ต้องบอกว่าเป็น 59.94fps เพราะเนื่องจากเวลานำเอาข้อมูลฟิล์มจากการถ่ายทำมาผ่านขบวนการแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอลเพื่อนำไปลงdigital mediaหรือการออกอากาศทางโทรทัศน์(Broadcast)ก็จะทำให้frame rateเปลี่ยนไปเล็กน้อย เช่นถ้าถ่ายทำด้วยฟิล์มที่ 24fps เมื่อจะนำไปเปลี่ยนเพื่อบันทึกแบบดิจิตอลลงแผ่นblu-rayก็จะออกมาเป็น 23.976fps เช่นเดียวกับหนังที่เป็น 60fpsที่ความถี่ที่ใส่ลงไปในแผ่นBlu-rayจริงๆก็จะเป็น 59.94fps และทีเด็ดอีกอย่างหนึ่งของแผ่นนี้ก็คือใส่ HDR(High Dynamic Rang)ทั้งในระบบ HDR10 และ Dolby Visionมาทั้งสองอย่างเลย โดยเฉพาะระบบHDR แบบ Dolby Visionที่ถือได้ว่าเป็น HDRที่ดีที่สุดในตลาดผู้บริโภคในปัจจุบันเนื่องจากว่าสามารถรองรับความสว่างสูงสุดได้ถึง 10,000 nits ให้ความละเอียดของการไล่ระดับสีระดับ 12 Bit และจะส่งข้อมูลการปรับระดับความสว่างของภาพHDRเป็นแบบframe by frameหรือที่เรียกว่าDynamic Metadataเลย ซึ่งจะดีกว่าHDR 10ที่จะรองรับความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 4,000nits ความละเอียดของระดับสี 10bit และการส่งข้อมูลความสว่างสูงสุดต่ำสุดของหนังจะเป็นการอ่านข้อมูลแค่ครั้งเดียวก่อนการเล่นไฟล์หรือที่เรียกว่าเป็นStatic Metadata ก็จะเห็นได้ว่าแผ่น 4K Ultra HD Blu-rayของหนังเรื่องนี้มีspecที่ดีมากในระดับที่ใช้เป็นแผ่นอ้างอิง ในปัจจุบันนี้ได้เลย

เนื่องจากเป็นหนังแบบ 4K 3D HDRที่เป็นแบบ High Frame Rate 120fpsทำให้ตอนออกฉายในโรงภาพยนตร์ในอเมริกา ก็มีเพียงโรงภาพยนตร์เพียงแค่ 14โรงเท่านั้นที่สามารถฉายหนังได้เต็มประสิทธิภาพในระบบนี้ เนื่องจากโรงภาพยนตร์ส่วนมากยังไม่รองรับระบบภาพแบบนี้ สำหรับในเมืองไทยก็ยังไม่มีโรงภาพยนตร์ไหนรองรับระบบภาพที่สูงระดับนี้ ตอนเข้ามาฉายเลยฉายได้สูงสุดแค่ 3D HFR ที่ 60fpsเท่านั้น สำหรับโรงภาพยนตร์IMAX ก็ยังต้องลดFrame rateลงเหลือ 24fpsเท่านั้น แต่คนที่ได้รับชมภาพ4K 3D HDRแบบ High Frame Rate 120fpsของภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างบอกว่าคุณภาพของภาพ 3Dนั้นดีกว่าภาพ 3D จากเรื่องอื่นที่เคยดูมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะความลื่นไหลของภาพ มิติด้านลึกด้านตื้นเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ต้องปรับสายตามากเหมือนหนัง 3D HFRที่เคยดูมา อย่างกับหนังเรื่อง The Hobbit 3D HFR 48fps นั้นบางท่านต้องอาศัยเวลาในการปรับสภาพสายตาอยู่นาน และเวลาดูไปห้าถึงสิบนาทีก็เริ่มมีอาการมึนๆบ้าง ซึ่งแตกต่างจากหนังเรื่องนี้ที่ไม่ต้องใช้เวลาในการปรับสายตาดูภาพ 3Dมากเกินไป เนื่องจากภาพมีความsmoothทำให้อาการปวดหัว มึนหัวจากการดูภาพ 3D นั้นเกิดขึ้นน้อยลงมาก

รูปที่7 รายละเอียดความคมชัดของภาพทำได้ดีมาก
รูปที่8 ภาพสีเนื้อของคนทำออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนคุณภาพของภาพจาก Blu-ray 2Dแบบ 4K Ultra HD HDR 60fpsที่ผมได้ดูแล้วนั้นต้องบอกว่า ภาพที่ออกมามีสีสันของภาพดูสดสวยงดงามเป็นธรรมชาติทั้งในฉากมืดและฉากสว่าง อย่างฉากมืดนี่แทบจะมองไม่เห็นnoiseหรือbandingอยู่ในภาพเลยการไล่ระดับสีในความมืดมีความละเอียดไม่หลอกตา ความลื่นไหลของภาพดีมาก การแพนกล้องไปมา หรือการเคลื่อนไปของนักแสดงมีความsmooth สมจริงไม่พบอาการกระตุกของภาพเมื่อเวลาภาพเคลื่อนที่เร็วๆ เหมาะสมอย่างยิ่งกับหนังแนวactionแบบภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากความลื่นไหลของภาพแล้วสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของภาพในหนังเรื่องนี้คือ รายละเอียดต่างๆที่ปรากฏ จะมีความคมชัด มีความเคลียร์ใสของภาพแบบสุดๆ อย่างกับภาพหน้าตาของบุคคลนั้น รายละเอียดรูขุมขน ริ้วรอยบนใบหน้าของนักแสดงแต่ละคนเรียกได้ว่าเก็บได้หมดทำให้คนดูสามารถเห็นการแสดงสีหน้าของนักแสดงได้อย่างชัดเจนเหมือนกับดูหน้าคนแสดงนั่งอยู่ในห้องเดียวกับเราอย่างไงอย่างงั้นเลย แต่การลื่นไหลของภาพแบบนี้ผู้ชมบางท่าน หรือคนทำหนังบางคนก็ไม่ชอบ บ้างก็ถึงกับต่อต้านเลยก็มีเพราะว่ามันไม่ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนดูหนัง บางคนถึงกับเปรียบไว้ว่าเหมือนกับดูสารคดี ดูละครหลังข่าว หรือดูแล้วเหมือนกับดูวิดีโอที่ถ่ายเองในบ้านเสียมากกว่า อันนี้ก็ต้องบอกว่าแล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละคนล่ะครับ เพราะทางAng Leeเขาเองก็ตั้งใจให้ภาพออกมาแนวนี้ เพื่อสื่อให้ผู้ชมรับรู้กับความสมจริงของหนัง เหมือนเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นตรงหน้าของคนดู ซึ่งถ้าใครต้องการดูตามแนวDirector Intendedก็คงต้องเปิดใจยอมรับ และปล่อยอารมณ์คล้อยตามไปกับเนื้อหาของหนังไม่ต้องมาใส่ใจจับผิดกับภาพที่เกิดขึ้น แค่นี้เราก็จะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่งของภาพยนตร์ ส่วนจะชอบไม่ชอบอันนี้ก็ค่อยว่ากันอีกที

รูปที่9 ฉากการต่อสู้ที่ทำบรรยากาศเสียงAtmosได้ดี

สำหรับเสียงที่ให้มาในแผ่นนี้จะเป็นDolby Atmos ซึ่งผมว่าในเรื่องของเสียงของภาพยนตร์เรื่องนี้ถือได้ว่าทำได้ในระดับดี เสียงพูดมีความชัดเจน เคลียร์ เสียงบรรยากาศของการโอบล้อมแบบImmersive ก็มีให้เห็นได้ในบางฉากเช่นฉากอยู่ในทุ่งหญ้า อยู่ในบ้านกลางธรรมชาติ การแสดงความสามารถของเสียงDolby AtmosแบบObject baseก็พบได้ในฉากต่อสู้ ฉากระเบิด ฉากยิงปืน แต่ถ้าเทียบกับหนังactionที่เป็นDolby Atmosผมว่าอาจจะน้อยไปนิด โชว์ความสามารถของลำโพงเพดานได้ไม่เต็มที่ ความถี่ต่ำในหนังก็พอมีบ้างแต่ไม่ถึงกับเยอะมากเรียกได้ว่าอยู่ในระดับพอดีๆ แต่ก็อาจจะขัดใจแนวHard Coreบ้าง

รูปที่10 ความถี่ต่ำในหนังก็พอมีบ้างแต่ไม่ถึงกับเยอะมากเรียกได้ว่าอยู่ในระดับพอดี

เรื่องทางเทคนิคสำหรับแผ่นนี้ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับนักเล่นHome Theaterก็คือเรื่องของภาพที่เป็น 4K Ultra HD HDR 60fpsนี่แหละ คนที่สนใจในเรื่องของสายHDMIคงพอจะรู้บ้างว่าสายHDMIที่ใช้สำหรับภาพ 4K HDRในปัจจุบันนั้นอย่างน้อยควรจะต้องเป็นสาย HDMI version 2.0ขึ้นไป โดยคุณสมบัติที่สำคัญของสายHDMI 2.0ก็คือต้องรองรับการส่งผ่านข้อมูลในระดับ 18Gigabyte per second(Gbps) ถึงจะสามารถส่งสัญญาณข้อมูลภาพ 4K Ultra-HD 60fps การเข้ารหัสสีChroma Subsampling 4:4:4 หรือ 4:2:2 ที่ 10,12 bit depth per channelตามตารางที่แสดงไว้ หรือเข้าใจง่ายๆพยายามให้การส่งข้อมูลมีการย่อข้อมูลให้น้อยถึงจะทำให้ภาพที่ออกมาเพี้ยนน้อยที่สุด สำหรับในเรื่องของChroma Subsampling, bit depthผมเคยเขียนอธิบายไว้ละเอียดหลายปีที่แล้ว สามารถหาอ่านได้จากในเพจของทางนิตยสารหรือจากเพจHome Theater Pro Thailand จะได้เข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นเพราะเป็นเรื่องพื้นฐานของภาพอย่างหนึ่ง สังเกตุเวลาเข้าเมนูการsetupภาพก็มักจะมีเรื่องของการตั้งchroma subsampling, bit depthนอกเหนือจากเรื่องของการตั้งค่าresolution และ frame rate ที่บอกว่าเรื่องนี้สำคัญเนื่องจากว่าที่ผ่านมาผมได้ทำการทดสอบสายHDMIหลายเส้นก็พบว่า บางเส้นก็ผ่านมาตรฐาน HDMI 2.0 บางเส้นก็ไม่ผ่าน เนื่องจากว่าไม่สามารถส่งข้อมูลไม่ถึงระดับ 18Gbps และเมื่อนำสายที่ไม่ผ่านไปลองในระบบจริงๆพบว่า บางเส้นเมื่อทำการปล่อยสัญญาณที่ 4K 60fps จากภาพยนตร์เรื่องGemini Manแล้วตั้งค่าเครื่องเล่นเป็นbit depth10,12 Chroma Subsampling 4:2:2 เมื่อเล่นไปซักพักภาพก็จะหายไป หรือถ้าดีหน่อยก็จะกระพริบอยู่ตลอดเวลา แบบนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าสายเส้นนี้คงไม่ผ่านตามมาตรฐาน HDMI 2.0 แต่บางเส้นภาพก็ยังติดอยู่แต่ก็อย่าพึ่งดีใจว่าสายเส้นนั้นผ่านมาตรฐาน ให้ลองเข้าไปดูในเครื่องเล่นกับจอแสดงภาพอีกทีว่าข้อมูลที่รับมานั้นเป็น bit depth 10/12 ที่Chroma Subsampling 4:4:4/4:2:2 หรือเปล่า บางทีผมเจอว่าพอสายHDMIไม่สามารถส่งผ่านข้อมูลได้เครื่องเล่นจะทำการลดค่าเหล่านี้ลงโดยอัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ และบางทีก็ได้ทำการลดในส่วนของframe rateให้ น้อยลงหรือลดcolor space จาก Rec.2020ไปเป็น Rec.709เลยก็มี มันก็ทำให้ภาพที่ออกมานั้นไม่ได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดอย่างที่ควรจะเป็นของทีวีหรือโปรเจคเตอร์ ในภาพยนตร์ก็อาจจะมีหนังหรือสารคดีอยู่ไม่กี่เรื่องที่เป็น 4K 60fps แต่สำหรับการเล่นเกมส์ที่ต้องการความลื่นไหลของภาพ สีสันที่สดเต็มประสิทธิภาพของจอ ก็อาจจะเกิดปัญหาได้เช่นกันถ้าใช้สายHDMIที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ก็ลองเช็คกับระบบที่บ้านของเราดูได้ด้วยวิธีที่ผมแนะนำไป หรือถ้าใครต้องการรู้จริงๆว่าสายนั้นได้มาตรฐานไหมก็สามารถซื้อหาเครื่อง HDMI Testerหรือ HDMI Analyzerที่สามารถใช้วัดความสามารถของสายเส้นนั้นๆได้ สนนราคาก็มีให้เลือกตั้งแต่ไม่กี่พันบาทจนไปถึงหลายหมื่นบาท ตามประสิทธิภาพ ความสามารถของเครื่องนั้นๆ

รูปที่11 ตารางรายละเอียดอัตราความเร็วการส่งข้อมูลของภาพในformatต่างๆของภาพUHD
รูปที่12 เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบสาย HDMI
รูปที่13 สายHDMI Version2.0 ต้องสามารถส่งผ่านข้อมูลในส่วนต่างๆได้ถูกต้องและรองรับการส่งข้อมูลในระดับ 18Gbps

ท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณเนื้อหาทางด้านการถ่ายทำที่ผมแปลมาจากนิตยสารAmerican Cinematographer และทั้งหมดนี้ก็เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Gemini Manที่ใช้เทคโนโลยีด้านภาพชั้นสูงในการถ่ายทำ เพื่อทำให้สามารถถ่ายทอดเนื้อหา เรื่องราวของภาพยนตร์ได้สมจริง ใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นไปอีกขั้น แต่ใครจะชอบหรือไม่ชอบเนื้อหา เรื่องราว ความสนุกของภาพยนตร์เรื่องนี้หรือไม่ก็คงแล้วแต่มุมมองของผู้ชมแต่ละท่าน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราได้ทราบถึงเทคโนโลยีด้านภาพว่าไปถึงระดับไหนบ้างแล้ว เรียกว่าจะได้ไม่เอาท์กับเทคโนโลยีของวงการภาพยนตร์และวงการHome Theaterใหม่ๆครับ

Facebook
Twitter
Email
ดาวน์โหลดบทความ Blu-ray in 4K 60fps (PDF)
Picture of ทพ. พงศ์ทิพจักร์ เชื้อเจ็ดองค์

ทพ. พงศ์ทิพจักร์ เชื้อเจ็ดองค์

หมอเอก หมอฟันผู้มีความหลงไหลชื่นชอบในเรื่องHometheater/Homecinema ด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าเสียงและภาพในห้อง Hometheater จริง ๆ แล้วควรจะเป็นอย่างไร เลยลงทุนไปเรียนหลายสถาบันทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น THX, HAA, ISF, CEDIA, PVA, Meyer Sound Training, Smaart Training นอกจากนี้ก็เคยเข้าไปสัมผัสห้องสตูดิโอ และโรงภาพยนตร์ระดับมาตรฐานของโลกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น Stag theater, Kurasawa Dubbing Stage, Skywalker Sound Studio ของ Lucasfilm/ Pearson Theater,Bear’s Labของ Meyer Sound/ Dolby Cinema™ โดยความรู้และประสบการณ์ที่ได้มานั้นก็ได้นำมาเขียนเป็นบทความลงนิตยสาร และทำสื่อมัลติมีเดียออนไลน์เป็นเวลาหลายปี ตอนนี้ก็ได้นำบทความสื่อต่าง ๆ รวมถึงบทความใหม่ ๆ คลิปวิดีโอใหม่ ๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคตมารวบรวมกันไว้ที่ website นี้ เพื่อให้ใครที่สนใจในเรื่องของ Hometheater เอาไว้เสริมความรู้ และเผื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่อาจจะพบเจอในการเล่นเครื่องเสียงของแต่ละท่านได้