โปรเจคเตอร์ที่ใช้เพื่อรับชมภาพยนตร์ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าขึ้นมาก ทำให้ภาพที่ได้จากเครื่องโปรเจคเตอร์ที่ใช้ในบ้านสามารถให้ภาพออกมาไม่แพ้ในโรงภาพยนตร์เลย BenQก็เป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องโปรเจคเตอร์รายใหญ่ที่มีทั้งใช้ในงานธุรกิจและภายในบ้าน โดยตอนนี้ทางBenQมีโปรเจคเตอร์เพื่อใช้ในhome theaterออกมาหลากหลายรุ่น และรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกมาก็คือรุ่น W11000H โดยทางบริษัท BenQได้ส่งโปรเจคเตอร์ตัวนี้มาให้ทดสอบก่อนที่จะมีการวางจำหน่ายในประเทศไทยร่วมเดือน ซึ่งผมก็ได้ใช้เวลาในช่วงเดือนที่ผ่านมาทดสอบคุณสมบัติ คุณลักษณะของโปรเจคเตอร์ตัวนี้อย่างละเอียด และในฉบับนี้ก็ได้เอารายงานการทดสอบมาให้ผู้ที่สนใจในโปรเจคเตอร์ตัวนี้ให้ได้อ่านกันกว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
โปรเจคเตอร์BenQ W11000Hรุ่นนี้ใช้ชิป Digital Light Processing(DLP) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในจอโปรเจคเตอร์และทีวีมาหลายสิบปีแล้ว เป็นการพัฒนาของบริษัทTexas Instruments(TI) ภายใต้การผลิตของDr.Larry Hornbeckตั้งแต่ปี1987 โดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นdigitalทั้งหมด และน่าจะเป็นnano-technologyตัวแรกที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแสดงภาพ หัวใจของมันก็คือตัวชิปที่เรียกว่าDLP 4K UHD DMD ที่มีขนาดใหญ่เท่ากับนิ้วหัวแม่มือแต่เชื่อไหมครับว่าเจ้าตัวชิปนี้บรรจุกระจกขนาดเล็กๆที่บิดไปมาได้มากกว่า4.15ล้านชิ้นอยู่ในนั้น แล้วใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อให้กระจกแต่ละชิ้นสามารถเคลื่อนไปมาอย่างรวดเร็วทำให้สามารถประมวลผลถ่ายทอดความละเอียดของภาพระดับ 4K UHD 3840×2160 หรือ 8.3pixelsในแต่ละเฟรมภาพได้

เทคโนโลยีDLPนี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนการชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ครั้งใหญ่ของโลกและการผลิตภาพยนตร์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ช่วงสิบปีมานี้ ผู้ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีนี้คือ Dr.Larry Hornbeck วิศวกรที่ทำงานให้กับTexas Instruments(TI) ซึ่งในงานประกาศผลรางวัลOscarครั้งที่87 ปี2015 เขาได้รับรางวัลออสการ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(Oscar® statuette) เนื่องจากชิปDMDที่เขาคิดค้นขึ้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในการผลิต การจำหน่าย และการรับชมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เปลี่ยนจากการใช้ฟิล์ม35-mm มาเป็นระบบdigital cinemaและใช้DMDชิป ในปัจจุบันนี้นับได้ว่าเกือบทั่วโลกแล้วที่เปลี่ยนจากระบบฟิล์มเป็นระบบdigital ซึ่งในโรงdigital cinemaกว่า90% และ100%ของโรงภาพยนตร์IMAXทั่วโลกใช้ระบบDLP Cinema technology ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะDLP Cinema technology ให้ภาพที่สว่าง สีสันสดใสเมื่อเทียบกับฟิล์ม 35-mmแบบเดิม ทั้งยังง่ายต่อสตูดิโอในการจัดเก็บ จัดจำหน่ายจ่ายแจกไปยังโรงภาพยนตร์ต่างๆ ส่วนผู้ชมก็จะได้รับประสบการณ์การรับชมที่ใกล้เคียงกับที่ผู้สร้างได้ตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น โดยตลาดโปรเจคเตอร์ของโลกในปัจจุบันทางบริษัทBenQก็ถือได้ว่าเป็น #1 bestselling DLP projector อย่างปีล่าสุดครึ่งปีแรกก็มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 25% ซึ่งครองตำแหน่งที่1นี้มาแล้ว9ปี รวมถึงโปรเจคเตอร์DLPที่ใช้เพื่อการศึกษา โปรเจคเตอร์แบบ 4Kก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นที่1ในภาพพื้นAsia Pacific และMiddle Eastอีกด้วยเช่นกัน

มาดูลักษณะรูปร่างทางกายภาพของเครื่องกันบ้าง เครื่องรุ่นนี้มีขนาดรูปร่างเหมือนกับรุ่นเดิม W11000ที่ผมเคยทดสอบไปเมื่อปีก่อนทุกอย่าง โดยด้านบนมีปุ่มหมุนสองปุ่มเพื่อใช้ขยับภาพซ้าย ขวา บนล่างตอนติดตั้งด้านข้างเลนส์ทั้งสองข้างก็จะเป็นครีบระบายความร้อนที่ด้านขวาจะดูดอากาศเข้าไปในเครื่องและปล่อยออกครีบทางด้านซ้าย ช่องต่อต่างๆจะอยู่ด้านขวาของเครื่องประกอบไปด้วย ช่องเสียบสายLANเพื่อใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องผ่านทางระบบnetworkถ้าใครสนใจเพิ่มเติมก็สามารถศึกษาได้จาก BenQ Network Projector Operation Guide ช่องที่สองจะเป็นช่องIR extenderเพื่อขยายการรับสัญญาณInfraredของรีโมต ช่องที่สามจะเป็นช่องต่อVGR cableเพื่อรับสัญญาณภาพจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนช่องต่อHDMIจะมีอยู่สองช่อง โดยHDMI1จะเป็นVersion2.0, HDMI2จะเป็นVersion1.4a นอกจากนี้ก็จะมีช่องต่อ 12V Triggerอีกสองช่องเพื่อต่อพ่วงกับอุปกรณ์อื่นให้ควบคุมการเปิดปิดเครื่องพร้อมกัน ต่อมาจะมีช่องต่อUSB Mini-Bเพื่อต่อกับกล้องถ่ายภาพ และช่องสุดท้ายจะเป็นRS-232เพื่อสามารถต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้อีกเช่นกัน นอกจากช่องต่อต่างๆแล้ว ก็จะมีแผงควบคุม External control panelอยู่ใกล้ๆกัน แผงควบคุมนี้ก็ใช้ควบคุมโปรเจคเตอร์ได้เหมือนใช้remote controlคือจะมีทั้งปุ่มเลือกsource ปุ่มลูกศร ปุ่มเลือกเมนู เลือกโหมดภาพ และปุ่มเปิดปิดเครื่องช่วยให้บางทีไม่สะดวกที่จะใช้remote ก็สามารถกดปุ่มต่างๆได้จากเครื่องโปรเจคเตอร์ได้โดยตรง



โปรเจคเตอร์รุ่นนี้จะเน้นเรื่องของเลนส์เป็นพิเศษโดยเป็นเลนส์คุณภาพสูงที่ออกแบบมาสำหรับความละเอียดภาพแบบ 4Kโดยเฉพาะ ใช้เลนส์แก้วชนิดลดการฟุ้งของแสง(Low Dispersion Lens)จำนวน 14ชิ้น วางเป็นกลุ่ม6กลุ่มในท่อโลหะ จึงส่งผลให้ภาพที่ออกมาจากเลนส์ชุดนี้มีสีสันสดใส ภาพมีความคมชัดทั่วทั้งจอภาพตั้งแต่ตรงกลางจนถึงมุมของจอภาพ สามารถถ่ายทอดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของภาพได้ครบถ้วนโดยมีความผิดเพี้ยนน้อย


โปรเจคเตอร์BenQ W11000Hได้รับการรับรองจากสถาบันเกี่ยวกับด้านภาพหลายแห่ง ทั้งจากTHXที่ได้ทำการทดสอบในห้องปฏิบัติการมากกว่า200หัวข้อ จำนวน 500data points แล้วให้การรับรองว่าผ่านมาตรฐานด้านภาพของทางTHX สถาบันISFก็ให้การรับรองการปรับภาพและสีของภาพทั้งในday modeสำหรับกลางวัน และnight modeสำหรับกลางคืนในpresetที่ให้มาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ใช้ช่างที่ได้รับการรับรองจากทางISFเพื่อมาactivateก็สามารถใช้modeทั้งสองนี้ได้ ซึ่งในเมืองไทยช่างปรับภาพที่ได้ISF certifiedก็น่าจะมีไม่ถึงสิบท่านยังไงใครต้องการให้ภาพที่ออกมาจากโปรเจคเตอร์ตัวนี้มีความถูกต้องเที่ยงตรงตามมาตรฐานก็สามารถติดต่อช่างจากISFได้เช่นกัน นอกจากนี้ทาง CinematicColorTM ก็ให้การยืนยันด้วยว่าสีในColor SpaceแบบRec709นั้นมีความถูกต้องสูงสุดถึง100%หลังจากการวัดในห้องแลปแล้ว

การติดตั้งโปรเจคเตอร์BenQ W11000Hนั้นถือว่าทำได้ง่าย ด้วยขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่องที่ใกล้เคียงกับโปรเจคเตอร์ตัวอื่นในท้องตลาด ไม่ว่าจะวางบนชั้นหรือแขวนไว้บนเพดานก็ทำได้ไม่ยาก และการมีLens Shiftที่ครอบคลุมระยะทั้งในแนวตั้งและแนวนอนได้กว้างทำให้มีความยืดหยุ่นในการวางโปรเจคเตอร์ได้มากขึ้น

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็ถึงเวลาSet upและปรับแต่งภาพ ซึ่งอุปกรณ์ที่ผมใช้ในการทดสอบได้แก่ เครื่องเล่นOppo UDP-203 สายHDMIที่ใช้เป็นของPXL Glass(THX certified) MeterหรือProbeที่ใช้ทดสอบมีสองตัวคือKlein K10(Colorimeter) และ JETI Spectraval1511(Spectroradiometer) โดยใช้Pattern GeneratorของMurideo Six-G จอภาพใช้จอของStewart รุ่นFireHawkสัดส่วน16:9 ขนาด121นิ้ว gainของภาพอยู่ที่1.2 สำหรับโปรแกรมที่ใช้วัดภาพใช้อยู่ 3โปรแกรมได้แก่ LightSpace HTP, CalMAN for BusinessและChromaPure Professional

การวัดค่าก่อนการปรับพบว่าค่าColor Temp และ RGB balanceของGrayscale ที่เริ่มต้นจากโรงงานมีความเที่ยงตรงดีมากทั้งในภาพแบบFull HDและ 4K HDR อย่างcolor temperatureนี่เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องปรับค่า 2point grayscaleก็ยังได้เลย ส่วนค่าของสีPrimaryและSecondary Colorอาจต้องมีการปรับเล็กน้อยเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน และเมื่อปรับจนเสร็จแล้วค่าความเพี้ยนของสีต่างๆหรือDelta Eนั้นมีค่าน้อยมากโดยเฉพาะภาพFull HD ที่Rec.709นั้นมีค่าDelta Eได้เท่ากับ1เองซึ่งถือว่ายอดเยี่ยม ไม่เสียชื่อที่ได้รับการรับรองในเรื่องสีจากสถาบันต่างๆว่ามีความเที่ยงตรงสูง ส่วนภาพแบบ 4K HDRนั้นหลังจากปรับแล้วจะวัด BT.2020 Gamut Coverageได้ 65.5% ส่วน HDR UHDA-P3 Gamut Coverageได้ 87.6% ความสว่างสูงสุดที่ทำให้ในสภาพห้องและจอภาพของผมวัดความสว่างได้ประมาณ 28foot-lambert การปรับภาพแบบ4K HDR ก็ปรับภาพให้ภาพที่ออกมาตรงตามมาตรฐานจนถึงระดับความสว่าง,สีที่เครื่องโปรเจคเตอร์ที่จะทำได้ ส่วนภาพที่มีความสว่างและเฉดสีเกินความสามารถของโปรเจคเตอร์ก็จะปรับให้tone mappingได้ตามตัวของเครื่องเองไม่ได้เข้าไปปรับมากเพราะถ้าเข้าไปปรับในส่วนของ 4K HDRมากเกินไปส่วนมากภาพที่ออกมาจะเพี้ยน แต่ถ้าอยากจะเข้าไปปรับภาพในส่วนของ4K HDRให้ละเอียดและแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ที่ทำได้ก็คงต้องเอาmetadataของHDRออกแล้วทำการปรับแบบ 3D LUT บนข้อมูลแบบ4K SDRแล้วจึงทำการสร้างtone mappingใหม่ให้ภาพที่ออกมาเหมาะสมกับเครื่องโปรเจคเตอร์แต่ละเครื่อง ภาพยนตร์ในแต่ละเรื่องอีกทีหนึ่ง ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วย ยังไงก็คงไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ใครสนใจก็สามารถหาอ่านเพิ่มเติมจากที่ผมเคยเขียนอธิบายเรื่อการปรับภาพแบบ LUT3Dไว้ในบทความก่อนหน้านี้



ค่าของการปรับในเมนูต่างๆผมขอเอามาเสนอเผื่อเป็นแนวทางให้ใครบางคนเอาไปปรับเล่นที่เครื่องของตัวเองว่าจะเหมาะสมกับเครื่อง อุปกรณ์ต่างๆสิ่งแวดล้อมและสภาพห้องของตัวเองไหม ถึงแม้อาจจะไม่ได้ตรง 100%เพราะสภาพแต่ละห้องอุปกรณ์แต่ละตัวมีความแตกต่างกันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ก็ถือว่าพอเป็นค่าเริ่มต้นได้ เริ่มจากในภาพแบบ Full HD SDR ที่ความกว้างเฉดสี Rec.709ผมปรับไว้ในPicture Mode “User1” ค่าการปรับในหน้าแรกที่เป็นUser Mode Management จะเป็นค่าเริ่มต้นทั้งหมด Brihtness50, Contrast50, Color50, Tint50, Sharpness10 ส่วนGamma Selectionเลือกที่2.8 ,Color Temperature จะปรับเล็กน้อย Red Gain101, Green Gain98, Blue Gain100, Red Offset250, Green offset250, Blue offset250 สำหรับการปรับสีในColor Management สีแดงHue173, Saturation201, Gain175 สีเขียวHue185, Saturation187, Gain195 สีน้ำเงิน Hue194,Saturation192,Gain176 สีฟ้าอ่อนHue200, Saturation180, Gain200 สีม่วงHue200, Saturation191, Gain181 สีเหลืองHue200, Saturation187, Gain195 ในเมนูCinema MasterปรับColor Enhancer0, Flesh Tone0, Pixel Enhancer 4K 2 ส่วนDCTI,DLTIจะoff หรือon ก็ได้ ผมลองดูก็ไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไร แต่ในคำแนะนำเขาบอกว่าเป็นการเกลี่ยของภาพสีและขาวดำให้มีความsmoothมากขึ้นยังไงก็ลองปรับเล่นดูได้ สำหรับDynamic Irisปรับไว้ที่Onก็ได้เพื่อเพิ่มContrastของภาพแต่ถ้ารู้สึกขัดตาเวลาเปลี่ยนฉากมืด สว่างเร็วๆแล้วความสว่างไม่คงที่ก็สามารถปรับเป็นOffก็ได้ Brilliant Colorตั้งไว้ที่Off, Light Modeเป็นNormal สำหรับในภาพ 1080p rec.709ผมได้ปรับไว้แค่นี้ ต่อมาส่วนภาพแบบ 4K HDRนั้นเครื่องจะทำการเข้าสู่Picture Mode “Cinema”โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบสัญญาณภาพแบบ 4K ก็อย่างที่บอกไว้ในตอนแรกว่าการปรับภาพ 4K HDRนั้นอย่าปรับมากเกินไปเพราะจะทำให้Tone Mappingเปลี่ยนจนเพี้ยนได้ ซึ่งจาการวัดค่าต่างๆค่าตั้งต้นของ 4K HDRในเครื่องBenQ W11000Hก็ทำมาดีอยู่แล้ว อย่างใน User Mode Managementค่าต่างๆก็สามารถใช้ค่าตั้งต้นได้เลย HDR Brightnessปรับไว้ที่0 แต่ถ้าไปเจอหนังที่ดูแล้วมีความสว่าง หรือความมืดมากกว่าปกติก็สามารถปรับเปลี่ยนให้สว่างมากขึ้นหรือมืดลงได้ตามต้องการ Color Temperatureปรับไว้ที่ค่าตั้งต้นของPreset Normalได้เลย Color Managementก็ใช้ค่าตั้งต้น Color Gamutตั้งไว้ที่ BT.2020หรือAutoก็ได้ ส่วนCinema Masterปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเป็น Color Enhancer1, Flesh Tone1, Pixel Enhancer 4K 2, DCTI On, DLTI On, Dynamic Iris On, Light Mode Normal สำหรับภาพ4K HDRผมปรับไว้แค่นี้
หลังจากวัดค่า ปรับค่าต่างๆเสร็จแล้วก็ถึงเวลามาดูภาพของจริง ภาพที่ออกมาจากโปรเจคเตอร์BenQ W11000Hตัวนี้ยังคงจุดเด่นของชิป DMDได้อย่างเหนียวแน่น คือสีสันที่ออกมามีความสดใจ เป็นธรรมชาติ ไม่เข้มจนเกินไป ถ้าใครนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงแนวสีของภาพในโรงภาพยนตร์ดิจิตัลหรือโรงภาพยนตร์IMAXได้เลย เพราะในปัจจุบันโรงภาพยนตร์เหล่านี้ส่วนมากก็จะใช้ชิป DMDอยู่ แต่ที่ต่างคือContrastของภาพที่ในโปรเจคเตอร์รุ่นนี้มีมากกว่ารุ่นก่อนๆ ภาพออกมาจะให้ความดำได้ลึกรายละเอียดในส่วนที่มืดก็ทำได้ดี ส่วนจุดเด่นที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือในเรื่องความคมชัดเพราะว่าชิปDMDที่โดยพื้นฐานจะให้ความคมชัดของภาพดีอยู่แล้วเนื่องจากใช้หลักการการสะท้อนของกระจกขนาดเล็ก มาเจอกับเลนส์แก้วที่มีคุณภาพเข้าไปอีกทำให้ภาพออกมามีความคมชัด รายละเอียดดีมาก เรียกได้ว่าเปิดโปรเจคเตอร์ขึ้นมานี่เห็นโดดเด่นมาเลยในเรื่องความคมชัดของภาพ และเมื่อได้ลองภาพจากการดูภาพยนตร์จริงๆ ทั้งจากภาพแบบ 1080p SDRหรือ 4K HDR พบว่าภาพที่ออกมามีความคมชัด รายละเอียดดีไม่ว่าจะทั้งในฉากมืดหรือฉากที่สว่าง ความดำของภาพถึงแม้จะไม่ให้ความดำลึกสุดๆเหมือนเทคโนโลยีภาพอย่างอื่นเนื่องจากว่าเป็นชิปแบบDMDแต่ความดำของภาพที่ออกมานั้นสามารถดูหนังHDRได้อย่างสวยงาม ไม่ขัดตา เรียกได้ว่าBenQทำการบ้านในเรื่องนี้มาอย่างดี ส่วนในเรื่องความสว่างไม่ต้องพูดถึงชิปDMDให้ภาพออกมามีความสว่างสดใสโดดเด่นอยู่แล้ว เท่าที่ผมทดสอบจากตาดูพบว่าถึงแม้โปรเจคเตอร์ให้ค่าความสว่างของภาพออกมาใกล้เคียงกันแต่เวลาดูชิปDMD ก็จะให้ความรู้สึกว่าภาพมันสว่างสดใสกว่า รวมถึงให้ความเป็นธรรมชาติของสีได้ดีโดยเฉพาะสีของเนื้อของคนที่เป็นสีที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆในการปรับภาพ เนื่องจากในธรรมชาติมนุษย์เราจะให้ความสำคัญและจดจำสีเหล่านี้ได้ดีกว่าสีอื่นๆ โปรเจคเตอร์ตัวนี้ก็สามารถไล่สีเนื้อคนได้ละเอียดและแม่นยำดูเป็นธรรมชาติได้ดีทดสอบได้โดยดูจากภาพยนตร์ที่โชว์สีเนื้อเช่นLucy, X-Men Apocalypse หรือคลิปทดสอบทีวี4Kต่างๆ ที่คลิปเหล่านี้จะให้คุณภาพโดยเฉพาะContrastของภาพดีมากเพราะใช้ทั้งกล้องและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพในการถ่ายทำ การทำpost productionก็จะเน้นเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อลองดูแล้วโปรเจคเตอร์BenQ W11000Hทำได้ดีมาก คุณภาพของภาพที่ออกมาเรียกได้ว่าเกินราคาค่าตัวไปเยอะเลย









ถ้าใครต้องการโปรเจคเตอร์4K HDRเพื่อดูภาพยนตร์ที่ราคาไม่สูงเกินไป แต่ให้คุณภาพของภาพออกมาดี ให้ความคมชัดสดใสเป็นธรรมชาติของภาพเฉกเช่นดูในโรงภาพยนตร์ที่ดูแล้วภาพบนจอภาพยนตร์จะถ่ายทอดเนื้อหาให้มีความสนุกสนาน ทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมว่าโปรเจคเตอร์BenQ W11000H ตอบโจทย์ของคุณเลยครับ