ถ้าพูดถึงภาพ UHD HDRหรือเรียกง่ายๆว่า4K HDR สำหรับทีวีก็ถือว่าเป็นระบบภาพที่ให้ความสวยงาม คมชัด สมจริงกว่าระบบ Full HD หรือ 1080p แต่สำหรับโปรเจคเตอร์แล้วระบบภาพ 4K HDRในช่วงก่อนหน้านี้ยังถือว่าไม่ค่อยน่าพอใจกับภาพที่ออกมานัก จนบางคนถึงกับบอกเลยว่าถ้าเป็นโปรเจคเตอร์แล้วจะดูแผ่นแบบ4K HDRให้ปิดระบบHDRไปเลยดีกว่าเนื่องจากภาพที่ออกมาดูไม่ธรรมชาติการไล่เฉดสีก็ไม่เนียนขาวเกินไปในบางที่ บางที่ก็สีดำเป็นปื้นๆ สีสันก็เข้มเกินจริงหน้าดาราประหนึ่งจะแสดงลิเก หน้าผู้ชายออกมาปากทาลิปติกแดงเชียว แต่ในปัจจุบันโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ที่ออกมาสนับสนุนภาพแบบHDRให้ภาพได้ดีกว่าเดิมมาก วันนี้เลยจะมาพูดถึงระบบนี้ในโปรเจคเตอร์กันว่ามีการพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ได้เวลาซื้อเครื่องเล่นโปรเจคเตอร์HDRมาเล่นหรือยัง หรือจะรอให้พัฒนาอีกหน่อย รวมไปถึงถ้าซื้อมาแล้วจะปรับภาพแบบง่ายๆยังไงให้ภาพ 4K HDRมีภาพออกมาได้สวยงามเป็นธรรมชาติ
ก็สืบเนื่องมาจากผมได้โปรเจคเตอร์ตัวใหม่ JVC DLA-X9900BE ซึ่งเป็นโปรเจคเตอร์ที่รองรับระบบภาพแบบ 4K HDRมาประจำการแทนตัวเดิม JVC DLA-RS56ที่ใช้มานานหลายปีแล้วและความละเอียดสูงสุดยังได้แค่ระดับ 1080pอยู่ ทำให้เกิดปัญหาเวลาจะดูหนังใหม่ๆในระบบเสียง Immersive Soundพวก Dolby Atmosหรือ DTS-X ที่บางเรื่องระบบเสียงเหล่านี้จะใส่ลงมาเฉพาะในแผ่น4K ถ้าเป็นแผ่นBlu-ray 1080pก็จะมีแต่ระบบเสียงTrue HDหรือ DTS HDเท่านั้น ครั้นจะดูแผ่น4Kแล้วdownscaleให้มาเป็น1080pภาพที่ออกมาก็ดูมืดทึมๆดูแทบไม่ได้ เลยคิดว่าควรจะถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุงระบบภาพให้เป็น4K HDRแล้ว แต่ก็คิดหนักอยู่เหมือนกันเพราะผ่านมาถ้าเป็นโปรเจคเตอร์ที่รองรับระบบHDRนั้นภาพถือว่ายังไม่ผ่าน แต่พอเห็นJVCออกโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ออกมาเลยว่าจะลองมาดูภาพHDRของโปรเจคเตอร์ตัวใหม่ๆบ้างว่าภาพที่ออกมาจะเป็นยังไงบ้าง

แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องของภาพHDR รวมถึงการปรับภาพ ขอพูดถึงโปรเจคเตอร์JVC DLA-X9900BEตัวนี้คร่าวๆก่อนว่ามีจุดเด่นอะไรบ้าง โปรเจคเตอร์ตัวนี้เป็นรุ่นใหญ่สุดในSeriesนี้ใช้ชิป D-ILAของJVCโดยเป็นเทคโนโลยี e-shift5เพื่อให้สามารถแสดงภาพที่รายละเอีย 3840X2160pixels รองรับระบบHDR ทั้ง HDR-10และ HLG(Hybrid Log-Gamma) แต่ยังไม่รองรับDolby Vision HDR(ในขณะเขียนต้นฉบับนี้ยังไม่มีโปรเจคเตอร์Home Theaterตัวใดที่รองรับ Dolby Vision HDRในท้องตลาด) รูปร่างภายนอกทั่วไปก็คล้ายๆรุ่นเดิมๆของJVCทำให้การติดตั้งเข้าไปแทนโปรเจคเตอร์JVCตัวเดิมทำได้ง่ายเพราะขนาด ตำแหน่งของนอตยึดต่างๆก็ยังเหมือนเดิม ในส่วนช่องต่อเชื่อมด้านหลังจุดเด่นจะอยู่ที่มีช่องต่อ HDMI2ช่องแบบHDMI 2.0b ที่รองรับBandwidthความเร็วระดับ 18Gbpsทำให้โปรเจคเตอร์เครื่องนี้สามารถจัดการกับระบบภาพแบบ4Kที่60เฟรมต่อวินาที บนbit depthหรือchroma subsamplingที่สูงๆได้ ซึ่งบางคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นเท่าไรเพราะที่ผ่านมามีภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวคือBilly Lynn’s Long Halftime WalkของAng Leeที่บันทึกภาพแบบ 4K HDR 60Frame per secondส่วนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆล้วนเป็น24Frame per secondกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นApple TV, Android 4K box, Game Consoleฯลฯ เหล่านี้สามารถส่งสัญญาณแบบ 50-60 Frame per second เพื่อรองรับรายการต่างๆที่บางทีถ่ายเป็น 50Hz-60Hz เพื่อให้ภาพออกมามีการเคลื่อนไหวที่smoothสมจริงเหมือนในธรรมชาติมากขึ้นโดยเฉพาะพวกรายการกีฬา ดังนั้นในตอนนี้ถ้าจะซื้อโปรเจคเตอร์ต้องลองศึกษาดูให้ดีก่อนว่าภาพที่ได้มาจะสามารถส่งผ่านBandwidth 18Gbpsได้ไหมเพราะถ้าส่งไม่ถึงก็ทำให้ต้องลดค่าChroma Subsamplingหรือลดความถี่ลงจากnative frame rate ทำให้คุณภาพของภาพลดลงตามไปด้วย

มาดูเรื่องคุณภาพของภาพบ้าง สิ่งที่เป็นSignatureของโปรเจคเตอร์JVCก็คือเรื่องของความดำจนถึงกับมีผู้ชำนาญด้านภาพบางคนเปรียบไว้ว่าJVCนี่เป็นOLEDของโลกโปรเจคเตอร์เลยทีเดียว ซึ่งโปรเจคเตอร์ตัวนี้สามารถทำ contrastได้ดีกว่ารุ่นก่อนอย่างมากเพื่อที่จะทำให้สามารถรองรับระบบภาพแบบ 4K HDR ส่วนที่มีชื่อเสียงอีกอย่างของโปรเจคเตอร์JVCก็คือเรื่องของชิ้นเลนส์ที่มีคุณภาพและการจัดวางเลนส์อย่างเหมาะสมทำให้สามารถถ่ายทอดความตื้น ความลึกของภาพได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังทำให้ภาพที่ออกมามีความคมชัด สีสันเป็นธรรมชาติ ให้อารมณ์ความรู้สึกถึงความเป็นภาพจากฟิล์มภาพยนตร์ เวลาดูทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้เป็นอย่างดี

ก่อนที่จะพูดต่อไปถึงเรื่องการCalibration 4K HDRขอพูดถึงศัพท์และคำย่อต่างๆที่จะต้องเจอในเรื่องของ 4K HDR เผื่อเวลาอ่านต่อไปในเรื่องนี้จะได้ไม่งง(หรือว่าจะงงมากขึ้นหว่า555)
APL = Average Picture Level หมายถึง ระดับความสว่างโดยเฉลี่ยของภาพ
HDR = High Dynamic Range
SDR = Standard Dynamic Range
4K, DCI 4K, Full 4K= ความละเอียดของภาพที่ 4096×2160 ซึ่งเป็นความละเอียดของภาพในวงการภาพยนตร์
UHD = Ultra High Definition ความละเอียดของภาพที่ 3840×2160
HD,1080p, Full HD = High Definition ความละเอียดของภาพที่ 1920×1080ใช้ในวงการทีวี หรือวิดีโอภายในบ้าน
Dolby Vision = ระบบHDRของบริษัทDolby
HDR10 = ระบบHDRที่ใช้กันโดยทั่วไปเนื่องจากไม่ต้องเสียเงินค่าลิขสิทธิ์เหมือนระบบDolby Vision HDR
HDR10+ = ระบบHDRที่พัฒนาขึ้นมาจากHDR10โดยเฉพาะเพิ่มในเรื่องของdynamic metadata
DeltaE = ค่าเปอร์เซนต์ความเพี้ยนของgreyscaleหรือสีจากค่ามาตรฐาน
DeltaICtCp = ค่าเปอร์เซนต์ความเพี้ยนของgreyscaleหรือสีจากค่ามาตรฐาน ที่แนะนำให้ใช้สำหรับHDR
D65 = ค่าสีขาวมาตรฐาน ถ้าเทียบจากกราฟแกน x และ y จะอยู่ที่ x 0.3127 , y 0.329
EOTF = Electro Optical Transfer Function เป็นการแปลงค่าทางไฟฟ้ามาเป็นความสว่างของภาพบนจอ
OETF = Opto-electrical Transfer Function การแปลงภาพจริงให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าในกล้อง
Gamma = เป็นค่า EOTFที่ใช้สำหรับ SDR
BT.1886 = ค่าgammaที่อยู่ที่ประมาณ 2.4 ใช้ในSDR
CD/M2 = ความสว่างแรงเทียนต่อตารางเมตร
Nit = ความสว่างของแสงที่มีค่าเท่ากับ 1 cd/m2
fL = foot-lambert ความสว่างที่มีค่าเท่ากับ 3.426 cd/m2
IRE = ค่าความสว่างที่คำนวณจากค่าVoltageที่ใส่เข้าไปเช่น100IREหมายถึง0IREดำที่สุด 100IREสว่างที่สุด ส่วนคำว่าIREย่อมาจากคำว่า Institute of Radio Engineers
P3, DCI-P3 = ความกว้างของเฉดสีที่จอภาพสามารถแสดงได้ ส่วนมากใช้ในวงการภาพยนตร์
ST.2084 = มาตรฐาน EOTF สำหรับ HDR ของ SMPTE ที่พัฒนาขึ้นโดยDolby
PQ = Perceptual Quantizer เป็นชื่อเล่นของ ST.2084
BT.2390 = มาตรฐาน EOTF สำหรับ HDR ที่แนะนำโดย ITU(International Telecommunication Union)
Color Gamut = ความกว้างของเฉดสีที่ทำได้เทียบกับความกว้างของเฉดสีทั้งหมดที่ตามนุษย์สามารถมองเห็นได้
CMS = Color Management System ระบบการจัดการ และปรับแต่งสีของภาพ
BT.709 = ความกว้างของเฉดสีที่จอภาพสามารถแสดงได้สำหรับ HD SDR และ UHD SDR
BT.2020,rec2020 = ความกว้างของเฉดสีที่จอภาพสามารถแสดงได้สำหรับ UHD SDR และ UHD HDR
Max CLL= Maximum Content Light Level ค่าความสว่างสูงสุดในหน่วยnits ของแต่ละpixel
Max FALL = Maximum Frame Average Light Level เป็นค่าความสว่างสูงสุดในหน่วยnits เฉลี่ยทุกpixelของแต่ละframe
Highlight roll off = ในการcalibrateภาพ4K HDR จะหมายถึงการตกลงของความสว่างที่มากเกินความสว่างสูงสุดของจอภาพที่จอภาพจะสามารถทำได้ ทำให้แทนที่จะสว่างมากขึ้นกลับเป็นเส้นตรงหรือสว่างเท่าเดิมหลังจากจุดนี้
ภาพ HDRที่เห็นกันในตอนนี้นั้นส่วนมากมากจากการgrading HDR บนmonitorอยู่สองตัวคือ Sony’s Broadcast Video Monitor X300(BVM-X300) ที่เป็น 4K(4096×2160) OLED ความสว่างสูงสุดที่ 1000nits และ Dolby’s Pulsar ที่เป็น 1080p LCD สามารถปรับdimming zoneได้2000ตำแหน่งทำให้ได้ความสว่างถึง 4000nits จุดสำคัญก็คือไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ cinematographerหรือ coloristที่ปรับภาพเขาไม่ได้มาสนใจหรอกว่าคนดูทีวีหรือโปรเจคเตอร์อยู่ที่บ้านจะใช้จออะไร คุณสมบัติเป็นอย่างไรบ้าง เขาสนใจแต่ว่าเขาปรับให้ภาพออกมาดีที่สุดตามความต้องการของเขาหรือของผู้กำกับบนจอreference monitorที่ใช้อยู่เท่านั้น แล้วแบบนี้เราจะทำอย่างไรให้ภาพHDRที่ดูอยู่ในบ้านออกมาได้ดี ถูกต้องเหมือนreference monitorเหล่านี้ เชื่อไหมครับว่าเรื่องนี้ทางDolby ได้ศึกษาและวิจัยมาก่อนตั้งแต่ใครๆยังไม่รู้จักHDR ก็ราวๆประมาณปี พ.ศ.2546โน้นที่ได้เริ่มพัฒนาจอ HDR LED ที่สามารถทำlocal dimmingได้ จนกลายมาเป็นระบบของDolby Visionในปัจจุบัน โดยระบบDolby Visionจะเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่เครื่องมือและมาตรฐานของจอภาพที่ใช้ในการgradingภาพ การเข้ารหัสเพื่อการส่งต่อข้อมูลหรือที่เรียกกันว่าmetadataต่างๆ จนไปถึงจอของผู้บริโภคทั่วไปเพื่อให้สามารถแสดงภาพอย่างถูกต้องเที่ยงตรงภายในบ้าน ยกตัวอย่างเช่นที่บ้านมีจอDolby Visionสามารถแสดงความสว่างได้สูงสุด 500nits รองรับเฉดสีแค่50%ของRec.2020 แต่ภาพยนตร์ได้ถูกgradingและmasteringบนจอที่เป็น4000nits ดังนั้นความสว่างจาก 500nits จนถึง 4000nits ตัวDolby Vision processor chipในจอทีวีที่บ้านก็จะนำเอาmetadata เหล่านี้ไป remapping(tone mapping)หรือไปกำหนดใหม่ในแต่ละเฟรมภาพให้ความสว่างรวมถึงความกว้างของเฉดสีให้เข้ากันกับจอทีวีที่อยู่ในบ้านได้ ซึ่งทางDolby Visionก็ได้สร้างค่าEOTF ใหม่มาใช้แทนค่าgammaเดิมที่ใช้ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานสำหรับจอCRT โดยตัวEOTFตัวใหม่นี้มีชื่อว่า Perceptual Quantizer(PQ) EOTF ทำให้สามารถรองรับจอภาพHDRสมัยใหม่ที่มีDynamic Rangeกว้างมาก ซึ่งรองรับจากความดำtrue 0blackจนถึงความสว่าง 10000nits หลังจากนั้นPQได้พัฒนาปรับปรุงให้เข้ากับจอประเภทต่างๆจนสถาบัน SMPTE(Society of Motion Picture and Television Engineers)รับรองและตั้งชื่อมาตรฐานตัวนี้ว่าเป็น ST2084


แล้วถ้าDolbyทำได้ดีแล้วทำไมถึงยังมีHDRแบบอื่นเกิดขึ้นมาอีก ปัญหามันอยู่ที่Dolby Visionไม่ใช่ของฟรี ใครที่จะใช้ระบบนี้ได้ต้องมีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ จึงได้มีการพัฒนาHDRแบบอื่นๆที่ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ขึ้นมา ซึ่งก็คือ HDR10 และก็ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน สำหรับHDR10นี้โดยโครงสร้างหลักๆก็คือการย่อส่วนหรือเป็นSubsetของDolby Vision HDR ที่เรียกเป็นHDR10ก็เพราะใช้การเข้ารหัสข้อมูลเป็น10bit ไม่เหมือนDolby Visionใช้การเข้ารหัสแบบ12bitที่ให้ความละเอียดได้มากกว่าHDR10 จุดสำคัญที่แตกต่างกันอีกอย่างก็คือHDR10 ไม่ได้มีการทำมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่เริ่มต้นในห้องpost productionมาจนถึงที่บ้าน มาตรฐานในการสร้างtone mapping และ gamut mapping ยังไม่เป็นอันเดียวกันเหมือนเช่นDolby Vision HDRที่สร้างมาตั้งแต่ต้นทาง ค่าPQ/ST2084ก็ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากHDR10 การนำไปใช้ก็นับว่ายังมีข้อจำกัดโดยเฉพาะใช้ในโปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างแค่ร้อยกว่าnits ดังนั้นในHDR10จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับความสว่างที่metadataใส่มาเกินความสว่างที่จอภาพสามารถทำได้ เช่นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใส่metadataมา1000nitsแต่จอสามารถให้ความสว่างสูงสุดแค่150nits ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าจอภาพนี้จะแสดงผลอย่างไรเพราะทีวีแต่ละยี่ห้อ โปรเจคเตอร์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็จะมีการจัดการที่ต่างกันหรืออาจจะบอกว่าจอภาพแต่ละยี่ห้อมีtone mapping curveที่ไม่เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งยี่ห้อเดียวกันแต่ต่างรุ่นtone mapping curveก็ไม่เหมือนกัน และอีกอย่างHDR10ไม่ได้เป็นdynamic metadataเหมือนDolby Visionแต่เป็นstatic metadataทำให้ต้องใช้tone mappingเดิมตลอด ฉากบางฉากที่สว่างมากๆต้องใช้tone mappingเดียวกันกับฉากสว่างธรรมดาซึ่งบางทีtone mappingอันนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับฉากที่สว่างมากๆ ไม่เหมือนกับDolby Visionที่tone mapping curveจะเปลี่ยนแปลงไปแต่ละเฟรมภาพเลยทำให้สามารถใช้tone mappingได้เหมาะสมกับฉากนั้นๆมากกว่า แต่ในตอนนี้ทางวิศวกรด้านภาพก็ได้พยายามปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆให้ดีขึ้นเช่นมีการพัฒนาเป็นHDR10+ ที่พยายามเพิ่มในส่วนของdynamic metadata ถึงแม้ว่าจะยากหน่อยที่จะทำให้สมบูรณ์เหมือนDolby Vision ส่วนEOTF ST2048ทางITUก็ได้พัฒนามาตรฐานBT.2309เพื่อให้มีความถูกต้องและเหมาะสมกับจอที่ให้ความสว่างน้อยๆเช่นจอโปรเจคเตอร์ขึ้นมา ค่าDeltaEที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ก็แนะนำให้ใช้เป็นDelta ICtCpที่เหมาะสมกับการcalibrationจอพวกHDRมากกว่าเดิม เราผู้บริโภคก็คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะมีอะไรพัฒนาออกมาอีกสำหรับHDRเพราะเทคโนโลยีก้าวไปทุกวัน

ที่พูดมากันอย่างยืดยาวเกี่ยวกับระบบของจอภาพก็เพราะว่าจะได้มีพื้นฐานในเรื่องcalibrationจอภาพแบบHDR ซึ่งในที่นี้ผมจะเน้นไปที่การcalibrateจอโปรเจคเตอร์แบบHDRเท่านั้น ดังนั้นจึงขอข้ามเรื่องการcalibrateภาพแบบDolby Vision HDRไปเนื่องจากในตอนที่เขียนต้นฉบับนี้ก็ยังไม่มีโปรเจคเตอร์ที่จำหน่ายในท้องตลาดตัวไหนรองรับระบบDolby Vision HDR จอโปรเจคเตอร์ที่ออกมาเพื่อใช้ในห้องhome theaterใช้แต่ระบบHDR10อยู่ ก็อย่างที่ได้บอกไปว่าความแตกต่างหลักระหว่างการcalibrate HDR10กับDolby Vision HDRก็คือ HDR10ไม่ได้มีมาตรฐานกลางหรือGolden ReferenceเหมือนDolby Visionดังนั้นการวัด,การcalibrationของHDR10มันจึงเป็นการทำเพื่อให้จอภาพที่กำลังcalibrateเข้าใกล้ST.2048หรือBT.2309 ตามกำลังของจอภาพนั้นๆ ส่วนความกว้างของเฉดสีก็อ้างอิงตามBT.2020 ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีจอภาพใดสามารถทำได้ ดังนั้นเราจึงไม่รู้เลยว่าจอภาพแต่ละตัวที่calibrate HDR10 จะremapping gamutที่อยู่นอกเหนือความสามารถของจอภาพไปในทางไหนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับโปรเจคเตอร์แต่ละตัว อ่อ…อีกอย่างหนึ่งความกว้างเฉดสีแบบP3นั้นเน้นใช้ในงานภาพยนตร์ แต่สำหรับแหล่งข้อมูลแบบแผ่นUHD 4K HDRใช้การอ้างอิงจากมาตรฐานBT.2020เท่านั้น P3อาจจะใช้แค่บอกว่าจอภาพของเราแสดงได้กี่เปอร์เซนต์ของP3 แต่ในการปรับภาพค่าcolor gamutให้อ้างจากBT.2020เท่านั้น แต่จอภาพจะรองรับได้เท่าไรนั้นก็ต้องดูแต่ละจอภาพไป เบื้องต้นก็อาจจะตั้งค่าให้calibrateที่ความสว่าง 50% , 50%ความเข้มสี


คราวนี้มาถึงการปรับภาพ4K HDRแบบจริงๆกันแล้ว เริ่มต้นแบบพื้นฐานใช้แค่แผ่นในการปรับก่อน โดยผมจะใช้แผ่น4K HDR ของ R.Masciola’s UHD HDR10 Test Patterns Suite ช่วยในการปรับและทดสอบ หน้าตาแผ่นก็อย่างในรูป มีขายในรูปแบบไฟล์ให้downloadด้วยใครสนใจก็ลองไปซื้อหามาใช้งานได้ครับราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาท แต่ความจริงแผ่นที่ใช้ปรับ4K HDRก็มีอยู่หลายค่ายยังไงลองเลือกเอาที่ชอบ ที่ถนัดละกันเพราะแต่ละแบบก็มาจากพื้นฐานเหมือนกัน มาถึงแผ่นR.Masciolaเปิดแผ่นขึ้นมาก็จะมีเมนูให้เราเลือกหลายหัวข้อ เริ่มต้นไปที่Basic Setup Patterns เลือกหัวข้อBlack Clippingก่อน ซึ่งหัวข้อนี้ก็คือการตั้งค่าBrightnessของจอภาพ เข้าไปก็จะเป็นภาพแท่งสีดำกระพริบสิ่งที่ต้องทำก็คือตั้งค่าBrightnessให้แท่งตรงReferenc Black(0% หรือ IRE64)และน้อยกว่ากลายเป็นcompletely blackกลืนไปกับพื้นสีดำไม่เห็นการกระพริบ ส่วนแท่งที่เหลือที่มีค่ามากกว่าreference blackก็ให้เห็นการกระพริบเหมือนปกติ ในหัวข้อBlack Clippingจะมีอยู่2แบบ อีกแบบจะขยายเข้าไปในส่วนที่ใกล้กับReference Blackก็ให้ทำคลิปแรกก่อนแล้วค่อยขยายเข้าไปยืนยันในคลิปที่สองก็ได้

ต่อมาก็มาดูในส่วนของWhite Clipping คลิปนี้ก็จะช่วยในการตั้งค่าContrastของภาพHDR จะมีอยู่ทั้งหมดสามคลิปแต่ละคลิปจะเป็นภาพแท่งสีขาวที่ไล่ความสว่างตั้งแต่ 50%หรือ92nitsขึ้นไปเรื่อยๆจนถึง 100%หรือ10000nitsกันเลยทีเดียว ซึ่งค่านี้จะเป็นการตั้งให้ว่าเราต้องการแยกแยะรายละเอียดในภาพสีขาวมากๆได้สูงสุดกี่nits เช่นตั้งให้แท่งสีขาวกระพริบตั้งแต่ 1000nitsลงมาก็แสดงว่าmetadataที่ใส่ลงมาในภาพถ้าน้อยกว่า 1000nitsเราก็สามารถแยกรายละเอียดของสีขาวได้ แต่ถ้ามากกว่า1000nits ก็จะไม่รายละเอียดในสีขาวนั้นๆหรือที่เรียกกันว่าwhite clipping และถ้าลดค่าcontrastในจอภาพลงเราก็จะเห็นแท่งที่กระพริบมากขึ้นไปเรื่อยๆแสดงว่าสามารถแยกแยะรายละเอียดบนmetadataที่ความสว่างสูงๆได้ แต่จอภาพก็จะดูมืดลงเรื่อยๆ หรือถ้าปรับไม่ถูกต้องเมื่อลดค่าcontrastลงมาจนแยกรายละเอียดบนความสว่างสูงๆได้ภาพแท่งสีขาวที่สว่างมากๆก็จะกลายเป็นสีอื่นเช่นสีฟ้า สีแดงเป็นต้น แบบนี้เรียกว่าเกิดdiscolorationที่IREสูงๆ ก็ต้องกลับไปcalibrateใหม่ให้แท่งกลายเป็นสีเทากลางไม่เจอสีอื่นใดๆ ซึ่งที่ผมได้ลองปรับดูการตั้งไว้ให้เห็นการกระพริบของ1000nitsก็เหมาะสมกับจอภาพที่ผมใช้อยู่ เพราะถ้าตั้งน้อยกว่านี้ไปถึงแม้จะแยกรายละเอียดในภาพที่มีmetadataสูงเกิน1000nitsได้ แต่ภาพที่ออกมาจะดูทึมไม่สวย และถ้าตั้งให้ค่ามากขึ้นก็ทำให้ไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดความสว่างประมาณ 1000nitsหรือต่ำกว่าได้ ยกตัวอย่างเช่นฉากใบหน้าคนเวลาโดนแดดส่อง ตรงที่เป็นspecular highlightก็จะใหญ่เกินและดูไม่มีรายละเอียดข้างใน ซึ่งก็ต้องดูคุณสมบัติของจอภาพเป็นตัวๆไปว่าจะตั้งค่าcontrastไว้ที่ไรแล้วภาพที่ออกมายังสว่างสดใส ให้รายละเอียดที่ความสว่างสูงได้ ไม่เกิดclippingมากเกินไป และไม่มีdiscolorationของสีที่metadataสูงๆ




ต่อมาก็มาsetสีของภาพต่อในหัวข้อcolor bar ก็จะทำในลักษณะเดียวกันกับยุคก่อนที่มองผ่านfilterสีน้ำเงิน หรือถ้าจอภาพมีระบบRGB Only modeใช้เลือกใช้เป็น blue mode โดยเลือกเมนูของแผ่นเป็นColor Bars BT2020 50% Blue Filter เสร็จแล้วก็ปรับค่าColor และค่า Tintบนโปรเจคเตอร์ ให้สีน้ำเงินที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมกระพริบอยู่กลืนเข้ากับพื้นโดยรอบให้ไม่เห็นการกระพริบก็เป็นอันเสร็จ แล้วมาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการปรับก็คือการได้ลองดูภาพจริงๆ เพราะอย่างที่ได้บอกไว้ว่าจอที่เราใช้กันอยู่ไม่เหมือนกับจอที่เขาใช้ในการgradingภาพ ความดำก็อาจจะไม่ดำเท่าจอreference ความสว่างก็ทำได้น้อยกว่า ความกว้างของเฉดสีก็น้อยกว่า ก็ต้องมาลองดูcontentต่างๆดูว่าความสว่างความมือ สีต่างๆมีการผิดเพี้ยนจากที่ควรจะเป็นไหม ถ้ามีก็อาจจะต้องทำการปรับใหม่หรือใช้วิธีการปรับที่ทันสมัย เที่ยงตรง และละเอียดกว่านี้ซึ่งก็คือการใช้meterหรือprobeและโปรแกรมปรับภาพช่วยในการวัดแสง วัดสีของภาพ ร่วมกับใช้เครื่องที่เป็น 4K HDR Pattern generatorโดยเฉพาะ




การปรับภาพ4K HDR10โดยใช้เครื่องมือวัดนั้นก็จะใช้อุปกรณ์ และโปรแกรมต่างๆใกล้เคียงกับการปรับFull HD แต่คำถามที่ถูกถามบ่อยๆก็คือเรื่องของmeterว่าจำเป็นไหมต้องใช้meterตัวที่เป็นHDRโดยเฉพาะ เคยมีที่เป็นแบบธรรมดาแล้วจะใช้ได้หรือเปล่า ความจริงแล้ว4K meterที่ออกมาขายอยู่ในท้องตลาดส่วนมากก็คือcolorimeterตัวธรรมดานี่แหละครับแล้วเอาไปวัดที่ความสว่างและความมืดในระดับHDRเทียบกับreference meterถ้าค่าที่อ่านได้ไม่ต่างกันมากเขาก็ตีตราให้เป็น4K meter เพิ่มราคาอีกหลายเท่าตัว ดังนั้นถ้าเรามีmeterอยู่แล้วก็อาจจะลองหายืมmeterตัวที่เป็นSpectrophotometerหรือSpectroradiometerเพื่อมาเป็นตัวreferenceทำเป็นprofileให้กับmeterตัวเดิมก็ได้ ถ้าค่าที่อ่านได้ไม่ต่างจากตัวreferenceก็สามารถเอามาวัดและปรับภาพHDRได้ สำหรับโปรแกรมในการใช้ปรับภาพผมแนะนำเป็นCalMANของSpectraCal แต่ถ้าใครถนัดโปรแกรมChromaPure หรือ LightSpaceก็สามารถใช้ปรับภาพ 4K HDRได้เหมือนกันหมด เพียงแต่ที่แนะนำCalMANก็เนื่องจากว่าน่าจะเป็นโปรแกรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด หน้าตาโปรแกรมดูเข้าใจง่ายดีครับ ส่วนpattern generatorก็แนะนำเป็นของMurideo Six-G, VideoForgePro หรือถ้าใครมีLumagen Pro Seriesก็สามารถเอามาใช้เป็นpattern generatorได้เช่นกัน ในการอธิบายผมขอพูดเอาเฉพาะส่วนที่เพิ่มเติมจากการปรับFullHDทั่วไปที่ผมเคยพูดถึงมาแล้ว และผมก็เชื่อว่าคนที่ปรับแบบนี้ส่วนมากก็จะมีพื้นฐานความรู้ด้านการปรับภาพมาแล้วในระดับหนึ่งก็จะไปแบบเร็วๆหน่อย

เริ่มจากWorkflowที่ใช้ก็จะเป็นCalMAN HDR10 Calibration ในหน้าของSource Settingให้เลือกเป็น HDR 10 mode เลือกใช้ 10% window pattern ในส่วนของworkflow basic optionsเลือก colorspace targetเป็นBT.2020HDR, Gamma Formulaเป็น ITU BT2390EETF แล้วใส่ค่าความสว่างสูงสุดกับต่ำที่สุดของจอภาพที่วัดได้จริงตรงMastering Min, Mastering Max ต่อมาเป็นส่วนของApplication Measurement Options ให้เลือกAutoCal Targets เลือกเป็นdE_ICICp ทั้งสองส่วนในDeltaE Formula เพราะมีความเหมาะสมกับจอHDRที่มีความสว่างและมืดมากๆมากกว่าการใช้dE_2000รวมถึง กราฟDeltaE2000ในแต่ละหน้าของการวัดก็สามารถคลิกขวาที่กราฟเลือกPropertiesแล้วเปลี่ยนเป็นDEICTCPได้เลย ซึ่งหลังจากเปลี่ยนแล้วก็จะเห็นเลยว่าค่าความเพี้ยนในการวัดลดลงเนื่องจากว่ามันวัดในส่วนจอHDRได้ถูกต้องกว่าแบบเดิม เมื่อทำการตั้งค่าต่างๆเสร็จก็เริ่มทำตามWorkflowได้เลย



หน้าจอแรกของHDR10 workflowก็จะเจอหน้าPre Calibration View เป็นการวัดค่าก่อนการปรับซึ่งคนที่เคยใช้CalMANมาก่อนก็คงจะคุ้นเคยดีเพียงแต่กราฟบางตัวก็สเกลต่างออกไป หรือlabelไม่เหมือนเดิม ก็เริ่มทำการวัดตามปกติได้เลย หน้าต่อไปเป็นการปรับWhite Balanceก็จะเป็นการปรับ2point white balanceเช่นเดียวกับในขั้นตอนทั่วไปของโปรเจคเตอร์ ซึ่งแต่ละตัวก็ใช้การปรับไม่เหมือนกันแต่ผลที่ต้องการก็คือปรับColor Temperatureให้ได้ใกล้เคียง6500K เสร็จแล้วก็จะเป็นหน้าMultipoint Grayscale โดยในส่วนของHDR10จะมีจุดที่ต่างจากการปรับFullHDเดิมคือเป็นกราฟของEOTFเพิ่มขึ้นมาแทนกราฟGammaแบบเดิมและLuminanceที่จะบอกถึงว่าจอภาพที่กำลังวัดอยู่นั้นมีความสว่างอยู่เท่าไร โดยการปรับเราก็จะปรับค่าGrayscaleในเครื่องโปรเจคเตอร์ให้ค่าEOTFไปตามBT2309ที่ตั้งเป็นTargetไว้ แต่ที่HDR10ต่างจากจอทั่วไปก็ตรงที่ในส่วนล่างของกราฟEOTFความชันของกราฟก็จะไปตามBT2309แต่ว่าส่วนบนของกราฟจะมีhighlight roll offขึ้นเนื่องจากจอภาพในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถทำความสว่างได้ถึงหลายพันnitsตามreference monitorซึ่งในส่วนของroll offนี้ในจอภาพแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็ยังจะมีลักษณะการroll offที่ไม่เหมือนกัน มีการตอบสนองของภาพที่ยังแตกต่างกันอยู่ โดยที่ผ่านมาทางITUก็กำลังหามาตรฐานสำหรับการroll offนี้ว่าจะให้roll offอยู่ตรงตรงไหนในจอแต่ละแบบ อัตราการroll offเป็นอย่างไรบ้างถึงจะไม่ให้เกิดhard clipกับภาพ อย่างกับในจอของ JVC DLA-X9900BE หลังจากปรับแล้วก็จะมีhighlight roll offที่50% luminance จะเห็นว่าตรงจุดนี้RGB Balanceจะมีการตกลงไปของกราฟเป็นหลุมและหลังจากจุดนี้ค่าEOTF และluminanceจะเป็นเส้นตรงตลอดเพราะว่าจอภาพจะไม่สามารถแสดงความสว่างที่มากไปกว่าจุดนี้ได้


ต่อมาก็จะเป็นหน้าจอColor Management ถ้าจำได้ในSDRจะตั้งค่าไว้เป็น 100% Saturation แต่ในจอภาพHDR10 workflowจะตั้งไว้ที่ 50%Saturation 50%Luminanceเนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีจอในท้องตลาดตัวไหนที่สามารถทำความกว้างเฉดสีได้ถึง BT.2020 และความสว่าง 100%Luminaceเนื่องจากว่า100%ในที่นี้หมายถึงความสว่างระดับ 10000nitsกันเลย ในตอนนี้ก็คงลองปรับดูก่อนตรงระดับ50%นี้แต่ถ้าปรับไม่ได้เพราะจอภาพของเรายังห่างจากระดับBT.2020ทำให้ค่าdE_ICICpมีค่ามากเกินก็อาจจะเปลี่ยนเป็นไปปรับบน 20% DCI P3ในBT.2020container หรือ BT.709 20%ในBT.2020containerก็ได้เนื่องจากในตอนนี้จอแต่ละตัวยังให้ความกว้างของเฉดสีไม่เท่ากัน หลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าจอของColor Checkerในความกว้างของเฉดสีต่างๆว่าหน้าจอจะตอบสนองต่อสีอย่างไรทั้งในความกว้างเฉดสีที่จอสามารถทำได้และ สีที่อยู่นอกเหนือความกว้างของเฉดสีที่จอสามารถทำได้ว่าจอจะทำtone mappingแบบไหนให้กับจอภาพบ้าง แล้วก็ถึงหน้าจอสุดท้ายก็คือPost Calibration Viewเพื่อดูผลของการปรับทั้งหมดว่าหลังจากปรับแล้วจอภาพให้ความถูกต้องของค่าต่างๆเทียบกับก่อนปรับขนาดไหน

ส่วนถ้าใครชอบการปรับภาพผ่านVideo Processors เช่นLumagen เพราะว่าสามารถปรับภาพได้ละเอียดและผลลัพธ์ทำได้ดีมากในระบบภาพแบบFull HD อย่างเช่นจุดเด่นเลยคือสามารถปรับCMS แบบ 3D LUTได้ถึง 4913จุด(17x17x17) หมายความว่าปรับให้ค่าสีต่างๆให้ตรงตามจุดอ้างอิงได้ถึงเกือบห้าพันจุด เรียกได้ว่าปรับเสร็จนี่น้องๆreference monitorได้เลย ซึ่งในการลองปรับภาพ 4K HDRผมก็ได้ทดสอบปรับผ่านLumagen RadiancePro Series UltraHD 4444ที่มีรองรับHDMI 18GHzอยู่4ports โดยการปรับ3D LUTในระบบภาพแบบFullHDผ่านแบบไม่มีปัญหาภาพออกมาถูกต้องและสวยงามดีมาก แต่ในการปรับภาพแบบ4K HDRนั้น ถึงแม้จะสามารถทำ 3D LUTบนโปรแกรมCalMANและChromapureผ่านได้ทั้งGrayscaleและcolor gamut แต่ผลที่ออกมายังถือว่ามีข้อบกพร่องอยู่โดยเฉพาะในส่วนที่สว่างมากๆหลายพันnitsยังพบDiscoloration ดังนั้นถ้าใครจะใช้พวกVideo ProcessorsในการปรับภาพHDR10ผมแนะนำว่าในตอนนี้ให้ปรับแบบmanualดีกว่าการใช้3D LUT เนื่องจากจะสามารถเช็คได้ในแต่ละIREว่ามีความเพี้ยนตรงจุดไหนบ้าง และในIREสูงๆที่เกินจุดHighlight roll offของจอภาพให้bypassการปรับไปเลยเพราะจะเป็นการไปยุ่งกับtone mappingของเครื่องโปรเจคเตอร์ตัวนั้น อย่างที่บอกว่าเรื่องtone mappingของHDR10ในเครื่องแต่ละเครื่องยังไม่มีมาตรฐานและแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นซึ่งEngineersที่ออกแบบโปรเจคเตอร์มาก็ทำไว้ไม่เหมือนกันดังนั้นปล่อยให้เป็นไปตามtone mappingของเครื่องจะดีที่สุดการเข้าไปปรับในส่วนนี้มักจะเกิดความเพี้ยนของภาพมากกว่าจะทำให้ภาพดีขึ้น และอีกอย่างหนึ่งที่ต้องระวังการใช้Video Processorในการปรับภาพก็คือค่าตั้งต้นของโปรเจคเตอร์ที่ตั้งไว้ ถ้าเราตั้งค่าEOTF,CMSในเครื่องโปรเจคเตอร์ให้กดค่าความสว่าง,ความกว้างเฉดสีไว้มากๆเมื่อมาปรับภาพบนVideo Processorจะทำให้มันไม่สามารถเพิ่มความสว่างหรือขยายเฉดสีไปยังตำแหน่งtarget pointได้ ดังนั้นถ้าจะใช้เครื่องพวกนี้ในการprocessภาพก็ต้องตั้งค่าEOTFหรือcolor spaceให้เกินๆหน่อย หรือถ้าทำได้ก็bypassค่าเหล่านี้ไปปรับแต่ในเครื่องVideo Processorที่เดียวพอ แต่ในห้องของผมตอนนี้ถ้าเป็นสัญญาณ1080p Full HDผมจะใช้การปรับ3D LUTผ่านLumagenตามปกติ แต่ถ้าเป็น4K HDRผมจะbypassการปรับในตัวLumagenใช้การปรับGrayscale และColor Gamutบนเครื่องโปรเจคเตอร์เลย ซึ่งให้ผลลัพธ์ออกมาดีกว่า

เมื่อปรับเสร็จแล้วอย่างที่บอกครับว่ายังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นขบวนการปรับภาพ เพราะขั้นตอนสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือการทดสอบภาพจริงจากแหล่งกำเนิดในระบบต่างๆว่าภาพที่ออกมานั้นมีความถูกต้องหรือให้ภาพที่ผิดเพี้ยนขนาดไหน ถ้าดูภาพจริงแล้วมีการผิดเพี้ยนไม่ว่ากราฟที่วัดได้หลังจากcalibrateจะดีขนาดไหนก็ต้องกลับไปcalibrateใหม่เพื่อหาต้นตอของความเพี้ยนและแก้ไขในขั้นตอนการcalibrationให้เรียบร้อย
หลังจากปรับภาพเรียบร้อย ผมได้ลองสัมผัสภาพแบบ4K HDRจากโปรเจคเตอร์ ต้องบอกว่าภาพแบบ4K HDRจากจอโปรเจคเตอร์ในปัจจุบันได้พัฒนาจากเดิมมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ออกมาแรกๆ ตอนนี้ภาพที่ได้นับว่ามีความสวยงามเหมือนธรรมชาติ โดยเฉพาะฉากที่ต้องใช้ความสว่างมากเพื่อให้ภาพออกมาสมจริงที่เขาเรียกว่าSpecular highlight เช่นภาพแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์ หรือแสงลอดออกมาจากกิ่งต้นไม้ ภาพเหล่านี้เวลาดูจากจอHDRนั้นให้ความสวยงามเสมือนจริงมาก รายละเอียดทั้งในส่วนที่มืดกว่าปกติหรือสว่างกว่าปกตินั้นจอภาพHDRก็แสดงออกมาได้ดีอย่างน่าทึ่ง สำหรับผมการเพิ่มขึ้นมาของHDRบนจอโปรเจคเตอร์นั้นมีความน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าการเพิ่มขึ้นมาของรายละเอียดภาพจาก Full HD ไปเป็น 4K UHDเสียอีก ตอนนี้มองดูแผ่นBluray Full HDแบบเดิมแล้วมีความคิดเหมือนตอนสมัยความละเอียดภาพจากDVDไปเป็นBlu-rayที่ตอนนั้นคิดแต่ว่าซื้อแผ่นDVDทำไมมาตั้งเยอะแยะบางแผ่นยังไม่ได้ดูเลยก็ซื้อเก็บไว้ก่อน ในที่สุดก็ได้โละแผ่นDVDและเก็บแผ่นBlu-rayแทน ซึ่งตอนนี้ความรู้สึกนั้นกลับมาอีก แต่เป็นระหว่างแผ่น4K HDRกับแผ่นBlu-rayเดิมแทน เฮ้อ….เทคโนโลยีนี่ตามกันไม่ทันจริงๆเลย


ทั้งหมดนี้ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับภาพ 4K HDRจากโปรเจคเตอร์ว่าตอนนี้ภาพจากเครื่องเหล่านี้พัฒนาไปถึงระดับไหนแล้ว รวมถึงเทคนิคการปรับภาพด้วยว่าจะปรับภาพยังไงให้ภาพ 4K HDR10ออกมาได้ดีมากที่สุด แต่อย่างที่บอกตอนนี้จอภาพโปรเจคเตอร์คุณสมบัติยังห่างจากจอภาพแบบDirect Flat panel และเครื่องโปรเจคเตอร์ก็ยังให้การตอบสนองต่อภาพไม่เหมือนกันในเครื่องแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่นซึ่งเมื่อเจอกับสัญญาณภาพที่มีความสว่างหรือมีเฉดสีสูงกว่าความสามารถของเครื่องที่ทำได้ สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ก็คือเรื่องของtone mappingที่จะกระทำต่อสัญญาณภาพเหล่านั้น ดังนั้นจุดประสงค์ของการปรับภาพโปรเจคเตอร์ในขณะนี้ก็คือปรับภาพให้ภาพที่ออกมาตามมาตรฐานจนถึงระดับความสว่าง,สีที่เครื่องโปรเจคเตอร์ที่จะทำได้ ส่วนสัญญาณที่มีความสว่างและเฉดสีเกินความสามารถของโปรเจคเตอร์ก็ต้องปรับให้tone mappingได้ตามที่ออกแบบมาในจอภาพแต่ละตัว ไม่ได้เน้นไปที่ปรับภาพให้ออกมาตรงกับมาตรฐานgolden reference แต่ในอนาคตเมื่อเครื่องโปรเจคเตอร์พัฒนาต่อไปจนถึงระดับDolby Visionหรือเกินกว่านั้นแน่นอนว่าเทคนิคการปรับภาพก็ต้องพัฒนาไปตามภาพเหล่านั้น ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ