อย่าปรับ Sharpness มากเกินไป

ผมเคยเห็นหลายคนเวลาปรับโปรเจคเตอร์จะปรับค่าSharpnessไว้สูงมาก บางทีปรับไปถึง 80-90%กันเลย บางคนก็อาจจะมีคำถามว่า…อ้าวเวลาดูภาพก็อยากให้ภาพออกมาชัดๆ ยิ่งเป็นโปรเจคเตอร์ที่ดูไม่คมชัดเหมือนจอFlat panelอยู่แล้วการปรับค่าSharpnessไว้มากๆก็น่าจะเหมาะสมนะ ยังไงเดี๋ยววันนี้ลองมาดูกันว่าเวลาปรับsharpnessในโปรเจคเตอร์มีวิธีปรับยังไง แล้วควรปรับไว้ที่เท่าไหร่ ติดตามอ่านได้เลยครับ การปรับSharpness และEdge Enhancement บางคนเห็นค่าในเมนูแล้วปรับให้สูงๆไว้เลย เพราะคิดว่าการปรับมากๆยิ่งทำให้ภาพชัดขึ้นสวยขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วการปรับการปรับค่าความชัดต่างๆไม่ว่าจะเป็น Sharpness, edge enhancement, detail enhancementหลักการก็คือการไปเปลี่ยนแปลงภาพในบริเวณที่เป็นจุดเปลี่ยนระหว่างส่วนมืดไปเป็นส่วนสว่าง ให้มีการเพิ่มขอบหรือเพิ่มhighlightเพื่อทำให้ภาพโดยรวมดูชัดขึ้นหรือบางทีก็เรียกว่าขึ้นขอบ แน่นอนการการปรับทางelectronicเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อภาพตามมาถ้าปรับมากเกินไปคือการเพิ่มnoiseขึ้นในภาพ ซึ่งภาพต้นฉบับจริงๆจะไม่มีnoiseตัวนี้อยู่ในภาพและถ้ามีมากเกินไปก็ทำให้ไปบัง บิดเบือนรายละเอียดของภาพบางส่วน และnoiseตัวนี้มักจะทำให้เห็นเป็นเงาขาวๆรอบเส้นสีดำหรือที่มักเรียกว่า”Halos”ดูแล้วขัดตา ดังนั้นการปรับค่าพวกนี้ก็ควรจะปรับเพียงเล็กน้อยทำให้เรารู้สึกได้ว่าภาพชัดขึ้นโดยไม่ส่งผลเสียหรือรบกวนต่อภาพต้นฉบับ หรือบางทีถ้าภาพต้นฉบับก็มีความคมชัดอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องปรับเลยก็ยังได้ วิธีการปรับค่าsharpnessก็เลือกหาpatternหรือภาพที่เป็นตัวอักษรบนพื้นสีเทาอย่างภาพในตัวอย่างนี้เป็นpatternที่สามารถใช้ปรับsharpnessในแผ่นปรับภาพโดยทั่วไป การปรับก็ดูตรงตัวหนังสือหรือเส้นในภาพ ปรับค่าsharpnessเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเมื่อเห็นเป็นขอบสีขาวรอบๆเส้นสีดำ(Halos)ก็หยุดแล้วค่อยๆลดจนมองไม่เห็นขอบสีขาวนี้ ซึ่งโดยปกติการปรับsharpnessตรงนี้ปรับแค่10-20%ของscaleที่มีก็เพียงพอ หรือตั้งไว้ที่0ถ้าภาพมีความชัดอยู่แล้ว อย่างที่ผมเคยพูดเสมอว่าวัตถุประสงค์ของการcalibrateภาพและเสียงในห้องhome theaterก็คือพยายามให้ภาพและเสียงออกมาใกล้เคียงกับที่ผู้กำกับหรือคนทำหนังเขาต้องการสื่อให้มากที่สุดหรือก็คือทำให้ได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่ใช้อยู่ในห้องผลิตภาพยนตร์ เพื่อให้เราได้สัมผัสกับศิลปะที่คนทำหนังเขาบรรจงสร้างสรรค์มากที่สุด อย่างเช่นภาพยนตร์เรื่องDune(2021) หนังที่ได้เข้าชิงออสการ์ในปีนี้(2022)ถึง10สาขา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสาขาด้านภาพBest Achievement in Cinematography โดยGreig Fraser(เกรก เฟรเชอร์) หนังเรื่องนี้ได้ทดลองถ่ายด้วยฟิล์มหลายรูปแบบทั้ง 65mm, IMAX, 35mmแต่พอดูภาพ ผู้กำกับDenis Villeneuve(เดนิส วิลเนิบ)รู้สึกว่าภาพที่ออกมาดูไม่ค่อยทันสมัยดูแล้วเหมือนกำลังมองภาพที่อยู่ในอดีตเกินไป ไม่ได้อารมณ์หนังSci-Fi อย่างไรก็ตามเมื่อลองถ่ายทำด้วยกล้องแบบdigitalก็พบว่าถึงแม้ภาพจะออกมาดูร่วมสมัยมากขึ้นแต่ก็ดูแข็งและคมชัดเกินไป ความต้องการของเขาคือต้องการถ่ายทอดออกมาเหมือนเป็นภาพที่ยังดูทันสมัยแบบdigitalแต่ก็ยังมีความนุ่มนวลของภาพอยู่ และแล้วเพื่อให้ภาพออกมาตามที่ผู้กำกับต้องการ […]